FAQ

เกี่ยวกับระบบโซลาร์

ในช่วงนี้ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าในเวลากลางคืน และขายคืนกลับให้การไฟฟ้า

  • ใช้งานตอนกลางคืนไม่ได้ เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้ตอนกลางวันเท่านั้น ต้องมีแบตเตอรี่จึงจะสามารถใช้ไฟตอนกลางคืนได้ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะนำระบบแบตเตอรี่มาใช้ในอนาคต เมื่อราคาและเทคโนโลยีมีความเหมาะสม
  • ปัจจุบันไฟฟ้าที่เหลือยังไม่สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ เนื่องจากโครงการที่สามารถขายไฟให้การไฟฟ้าได้หมดช่วงเวลาในการยื่นขอไปแล้ว นโยบายดังกล่าวจะต้องติดตามประกาศจากการไฟฟ้าต่อไป

ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากระบบที่ติดตั้งเป็นระบบที่มีการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้า (On-Grid) ดังนั้น เมื่อไฟฟ้าดับเครื่องแปลงไฟ (Inverter) จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าในกรณีที่มีการซ่อมระบบ เนื่องจากหากระบบไม่หยุดทำงาน ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบ solar cell อาจจะย้อนเข้าระบบสายส่งและทำให้เกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานแก้ไขระบบไฟฟ้าได้

สามารถใช้ไฟจากการไฟฟ้าได้ตามปกติ
กรณีระบบโซลาร์เซลล์มีปัญหา ลูกค้าสามารถปิดระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้ไฟจากการไฟฟ้าแหล่งเดียวได้เลย
ส่วนถ้าแสงแดดไม่เพียงพอ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องปิดระบบโซลาร์เซลล์ เนื่องจากไฟจากการไฟฟ้าจะไหลไปที่อาคารของท่านได้อย่างอัตโนมัติ

โดยทั่วไปเมื่อโซลาร์เซลล์ได้รับแสงอาทิตย์ จะผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาซึ่งกระแสไฟจะไหลไปที่บ้าน/อาคาร/โรงงานของลูกค้าก่อน เนื่องจากอยู่ใกล้กับโหลดของลูกค้ามากกว่า เมื่อไฟฟ้าไม่เพียงพอกับการใช้งานจึงจะดึงไฟฟ้ามาจากการไฟฟ้า
ลูกค้าสามารถทราบกำลังไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แบบเรียลไทม์ (real time) ได้จากแอพพลิเคชั่นของทางบริษัทฯ

ไม่จำเป็นต้องปิดระบบ solar cell แต่หากมีแผนที่จะไม่ใช้ระบบควรมีการแจ้งบ้านปู อินฟิเนอร์จี ล่วงหน้า / ถ้าไม่มีการทำงานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ไม่มีอันตรายทางบริษัทมีอุปกรณ์เพื่อควบคุมกระแสไฟในกรณีที่ใช้ไฟน้อยหรือไม่ใช้ เพื่อป้องกันกระแสไฟไหลย้อนเข้าไปในระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้า ดังนั้น หากไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องปิดระบบโซลาร์เซลล์ ยกเว้นในกรณีที่ต้องการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่อาคารของลูกค้า ควรปิดระบบระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

เมื่อมีแสงอาทิตย์มาตกกระทบแผงโซลาร์เซลล์ จะเกิดการเปลี่ยนจากพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC current) ส่งผ่านเครื่องแปลงไฟ (อินเวอร์เตอร์) เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Current) และจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ตู้ควบคุมไฟฟ้าภายในอาคาร (MDB) และจะผสมกับไฟฟ้าของการไฟฟ้า จากนั้นจะไหลไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างอัตโนมัติ

ไม่ใช่ แผงโซลาเซลล์ผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้ความเข้มของแสง

การติดตั้งระบบโซลาร์

คือ การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน เนื่องจากไฟฟ้าเป็นพลังงานควบคุมที่ต้องมีการแจ้งให้กับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ตามข้อกำหนด และระเบียบจากทางราชการ

การติดตั้งสามารถทำได้โดยง่าย และไม่มีปัญหากับโครงสร้างหลังคา เพราะ

  1. น้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์ มีน้ำหนักเพียง 22 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร ซึ่งโครงสร้างหลังคาโดยทั่วไปสามารถรับได้ ทั้งนี้เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐาน เราจะมีทีมงานตรวจสอบโครงสร้างและมีวิศวกรเซ็นต์แบบเพื่อความมั่นใจในการใช้งาน
  2. การเดินสายไฟ เราเลือกใช้สายไฟที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมกลางแจ้งซึ่งหมายถึง แดด และฝน รวมไปถึงการเชื่อมต่อสายไฟฟ้าเป็นไปตามมาตรฐานทำให้ปลอดภัยต่อไฟฟ้าที่จะรั่วไหล โดยมีวิศวกรควบคุมการติดตั้งเพื่อเป็นมาตรฐานในการทำงานอีกด้วย
  3. การติดตั้งแผงกับประเภทของหลังคา เราได้เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการติดตั้งในแต่ละรูปแบบของหลังคา เช่น เมทัลชีท กระเบื้องลอนคู่ ทำให้เกิดความรวดเร็วในการติดตั้งและยังปลอดภัยต่อการรั่วซึมของฝน โดยไม่สร้างความเสียหายต่อหลังคาเดิม
  4. รูปแบบในการติดตั้งมีมาตรฐาน เช่น มีทางเดินเพื่อเข้าไปดูแล ตรวจสอบ ได้โดยง่าย มีอุปกรณ์ตรวจเทียบสภาพอากาศและการผลิตไฟ เพื่อใช้ในการเทียบผลการผลิตไฟอีกด้วย
    • ควรเปิดตู้ควบคุมไฟฟ้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อตรวจสอบสภาพของสายไฟฟ้า เบรกเกอร์และอุปกรณ์ป้องกันแรงดันกรรโชก พร้อมทั้งตรวจสอบว่ามีหนูหรือแมลงเข้ามาอาศัยหรือไม่

โดยปกติแล้วน้ำฝนที่ตกลงมาและความลาดเอียงของการติดตั้งจะทำให้ฝุ่นละอองต่างๆ ได้รับการชะล้างโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากต้องการที่จะทำความสะอาดแผงเองก็สามารถทำได้ โดยเพียงฉีดน้ำขึ้นเป็นละอองคล้ายฝนตก ฉีดน้ำเฉพาะบริเวณที่เป็นกระจกนิรภัย หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำเข้าบริเวณใต้แผงโซลาร์เซลล์ และควรล้างในช่วงที่ไม่มีแดด
อย่างไรก็ตามตลอดอายุสัญญาโครงการ ทางบริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

การที่มีสิ่งสกปรกตกค้างบนแผงโซลาเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น, มูลนก, ใบไม้ หรือละอองของเขม่า เป็นต้น สิ่งสกปรกเหล่านี้จะบดบังแสงที่มาตกกระทบบนผิวหน้าของแผงโซลาเซลล์ ทำให้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ลดลง ดังนั้น ถ้าพบว่ามีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บนแผงโซลาเซลล์ ให้ใช้น้ำสะอาดล้างทำความสะอาด ห้ามใช้น้ำยาอื่นๆ ล้าง หรือใช้กระดาษทรายขัดผิวหน้าของแผงโซลาเซลล์เด็ดขาด ซึ่งการทำความสะอาดเช่นนี้ควรทำเป็นระยะๆ หรือเมื่อสังเกตเห็นว่ามีสิ่งสกปรกตกค้างบนแผงโซลาเซลล์ แต่มีข้อควรระวัง คือ ควรล้างในช่วงที่ไม่มีแดด และไม่ควรฉีดน้ำเข้าใต้แผง

สิ่งที่ลดความเข้มของแสง เช่น เงา,เมฆ,ฝุ่น,ใบไม้,ความลาดเอียงของการติดตั้ง

1. ลูกค้าสามารถลดต้นทุนการบริหารกิจการจากค่าไฟฟ้าที่ลดลง
2. ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการใช้พลังงานสะอาด
3. ช่วยลดโลกร้อน
4. เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในการดำเนินธุรกิจ

ติดตั้งได้กับหลังคาทุกชนิด ยกเว้นหลังคาสังกะสี และหลังคาลอนคู่ (Roman Tile) ที่อายุมากกว่า 10 ปี หลังคาที่มีความชันสูงเกินกว่า 60 องศา จะไม่แนะนำให้ติดตั้ง

ทิศมีผลต่อการรับแสง โดยทิศที่เหมาะสมที่สุดคือ ทิศใต้

การติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ไม่ทำให้เกิดการรั่วซึม เนื่องจากไม่มีการเจาะหลังคา
(สำหรับหลังคากระเบื้อง CPAC และกระเบื้องแผ่นเรียบ หากเป็นหลังคาประเภทอื่นจะต้องพิจารณาหน้างานต่อไป โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงการเจาะหลังคายกเว้นกรณีที่จำเป็น) อย่างไรก็ตามหากหลังคาเดิมรั่วซึมอยู่แล้ว ทางลูกค้าจะต้องซ่อมหลังคาก่อนการติดตั้ง

การติดโซลาร์เซลล์จะช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร และทำให้ลดการใช้งานระบบปรับอากาศอีกด้วย เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์จะช่วยกรองแสงส่วนหนึ่งก่อนจะถึงอาคาร ทำให้อาคารไม่โดนแสงแดดโดยตรงจึงช่วยให้ภายในอาคารเย็นขึ้น

ไม่มีอันตราย เนื่องจากแผ่นโซลาร์เซลล์ออกแบบมาให้สามารถโดนน้ำฝนได้ โดยที่ไม่เกิดการลัดวงจร
โดยจุดต่อไฟฟ้าจะอยู่ด้านหลังแผง และมีระดับการป้องกัน IP 67 ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าสามารถป้องกันฝุ่นได้ และ สามารถจุ่มน้ำได้ที่ความลึกตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร
อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยไม่แนะนำให้ ฉีดน้ำไปที่หลังแผงโดยตรง เนื่องจากมีกล่องต่อสายไฟอยู่ด้านหลังแผง

คำอธิบายเพิ่มเติม
*IP (Ingress Protection Ratings) คือ มาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถในการปกป้องสิ่งที่อยู่ภายในของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทั้งหลาย มาตรฐานนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย European Committee for Electro Technical Standardization (CENELEC) (NEMA IEC 60529 Degrees of Protection Provided by Enclosures – IP Code),
ซึ่งการจัดอันดับของการป้องกันจะแสดงด้วยตัวเลข 2 หลัก

  • หลักแรก จะแสดงความสามารถในการป้องกันของแข็ง และ
  • หลักที่สองจะเป็นความสามารถในการป้องกันของเหลว รูปแบบการแสดงมาตรฐานจะเป็น IPXX ซึ่ง XX คือตัวเลขดังกล่าว เช่น IP67, IP68 เป็นต้น

โอกาสที่ฟ้าจะผ่าจะมีเหมือนสถานที่อื่นๆ ทั่วไปตามปกติ การติดตั้ง solar cell ไม่ได้เพิ่มโอกาสให้เกิดฟ้าผ่า เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ล่อฟ้า นอกจากนี้ ในการติดตั้งยังมีการวางระบบ การติดตั้งสายดินเพื่อเป็นการป้องกันฟ้าผ่าอีกด้วย

สามารถกลับไปใช้งานตามปกติได้ทันที ระบบโซลาร์เซลล์จะรีสตาร์ทเองหลังจากสภาวะไฟฟ้ากับสู่ปกติ
(ถ้ามีการสับเบรกเกอร์ลง ให้ดึงเบรกเกอร์ขึ้น ระบบโซล่าร์เซลล์ก็จะทำงานปกติ)

การบริการหลังการขาย

  • ติดต่อสอบถาม ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลข 02-0956599 ในเวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 09:00 – 18:00 น.
  • แจ้งปัญหาระบบขัดข้อง ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 020956599 กด 3
  • แจ้งปัญหา หรือแจ้งระบบขัดข้อง ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 020956599 กด 3

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้อีก 3 ช่องทาง คือ

  1. ผ่านทาง Facebook โดยเข้าไปที่เพจ https://www.facebook.com/banpuinfinergy/
  2. สอบถามผ่านทาง Email โดยส่ง email มาที่ contact@banpuinfinergy.co.th,
  3. Line@ โดยการ scan QR code  ตามด้านล่าง หรือ เข้าไปที่โปรแกรม Line จากนั้นกดเลือกที่เพิ่มเพื่อน > เลือกบัญชีทางการที่แนะนำ ตรงช่องค้นหาให้พิมพ์ Banpu Infinergy > จากนั้นกดเลือกเพิ่มเพื่อนได้เลย 

 

จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับตามหมายเลขที่ติดต่อเข้ามา ภายใน 15 นาที

ทางบริษัทฯ มีห้อง Monitoring ที่แสดงข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์ และการผลิตไฟจากโซลาร์เซลล์ได้แบบเรียลไทม์ กรณีระบบมีปัญหา ระบบจะแจ้งเตือนมายังเจ้าหน้าที่ในทันที ช่วยให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาในเบื้องต้น และประสานงานแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว